Menu

maxresdefault

มีผู้แบ่งความเจริญเติบโตและการพัฒนาชีวิตของมนุษย์ออกเป็นสามระยะคือ 1. ระยะพึ่งพาผู้อื่น 2. ระยะพึ่งพาตนเอง 3. ระยะพึ่งพากันและกัน

ขณะที่เราอยู่ระยะที่หนึ่ง เราช่วยตัวเองไม่ได้ เราต้องพึ่งพาความช่วยเหลือจากผู้อื่นที่จะมีชีวิตอยู่ได้ กล่าวคือ ต้องการคนป้อนนมป้อนน้ำ  การเคลื่อนที่ไปมาต้องพึ่งพาให้คนอุ้มพาเราไป จูงมือไป ต้องมีคนสอนให้พูด ให้อ่าน ให้เขียน ฯลฯ ด้วยเหตุนี้ทุกคนต้องรู้สึกสำนึกในบุญคุณผู้ให้การพึ่งพา ไม่ว่าจะเป็นคุณพ่อ-แม่ ครู อาจารย์ บุคคลเหล่านี้ช่วยเราขณะที่เราพึ่งพาตนเองไม่ได้

ต่อมาเมื่อเราเติบโตขึ้น การพัฒนาทางกายภาพทางสมองค่อยๆ ขยายตัว ช่วยให้ชีวิตเรามีความสามารถช่วยตนเองได้ รับประทานอาหารเองได้ แต่งตัวเอง เลือกสิ่งของเอง ไปไหนมาไหนเอง เลือกคู่ชีวิตเอง เลือกงานเอง ที่สำคัญเลือกวิถีชีวิตเอง

การพึ่งพาตนเองได้เป็นรากฐานอันสำคัญของเวทีชีวิต บอกถึงความเข้มแข็งมีความเป็นตัวตน ชีวิตของเขาจะไม่โลเลและไม่ยอมตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของคนหนึ่งคนใดหรืออิทธิพลของสิ่งหนึ่งสิ่งใดง่ายๆ เราโตขึ้นพร้อมตระหนักว่าชีวิตของเรา เราต้องรับผิดชอบ ไม่ใช่มอบชีวิตให้อยู่ภายใต้อิทธิพลสังคมหรือคำวิจารณ์ของคนอื่น แต่นั่นไม่ใช่จุดหมายสุดท้ายของชีวิต จุดสุดท้ายคือ การเรียนรู้ที่จะพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน ชีวิตของมนุษย์ถูกออกแบบมาไม่ใช่ต่างคนต่างอยู่ แต่ให้อยู่กันเป็นหมู่คณะและให้ความไพบูลย์ของชีวิต เกิดจากการเกื้อกูลซึ่งกันและกันนี่คือ ความเป็นผู้มีวุฒิภาวะ การแยกกันอยู่อย่างอิสระ ไม่มีการประสานสัมพันธ์กันและกัน ไม่มีสามัคคีธรรมก็เท่ากับแยกกันตาย

มีนิสัยสองประเภทที่ทำให้การประสานสัมพันธ์มีอุปสรรค นิสัยประเภทแรกคือ นิสัยของผู้มีปมด้อย เขามีความรู้สึกตลอดเวลาว่าตัวเราด้อยกว่าผู้อื่นในทุกๆ ด้าน ตนคงไม่มีประโยชน์อะไรที่จะเข้าร่วมในสังคม ฉะนั้นเขาจะแยกตัวเอง ไม่ร่วมกิจกรรมใดๆ  ส่วนนิสัยที่สองมีพฤติกรรมตรงกันข้ามกับนิสัยแรกคือ ถือว่าตัวเองเก่งไม่ต้องการทำงานเป็นทีม ท่าทีของเขาคือ เราไม่ต้องการเจ้า ทั้งนิสัยปมด้อยกับนิสัยปมเขื่อง ต้องได้รับการปรับเข้าหากัน ฝ่ายหนึ่งต้องตระหนักว่าไม่มีใครจะดีพร้อมหมด ตัวเรามีคุณค่าแม้จะมีความสามารถมีสถานภาพที่แตกต่างกันหรือด้อยกว่าคนอื่น ไม่มีใครด้อยค่าจนถึงขนาดไม่มีใครต้องการ อีกฝ่ายหนึ่งจะต้องไม่ทะนงตนจนรู้สึกว่าทุกอย่างจะทำเอง ไม่ต้องการเพื่อนไม่ต้องการที่ปรึกษาและสามัคคีธรรม เราเป็นมนุษย์ที่ต้องการสังคม เราต้องการซึ่งกันและกัน ไม่มีใครใหญ่หรือเล็กจนปฏิเสธซึ่งกันและกัน ความสำเร็จและความก้าวหน้าในหน้าที่การงานของแต่ละคน ล้วนมีความสัมพันธ์ ความสามัคคีธรรมกันและกันเป็นองค์ประกอบที่สำคัญยิ่ง

Service Time : Worship

วันเสาร์
เรียนรวีวารศึกษา                     18.00 - 19.00 น.
นมัสการ  -  เทศนา                  19.00 - 20.30 น.

วันอาทิตย์
อธิษฐานรุ่งอรุณ                      07.00 - 08.00 น.
เรียนรวีวารศึกษา                     09.15 - 10.00 น.
นมัสการ  -  เทศนา                  10.15 - 12.10 น.
รับประทานอาหารกลางวันร่วมกัน 12.10 - 13.00 น.
กิจกรรมกลุ่มย่อยต่างๆ              13.00 - 15.30 น.

Service Time : Office

เวลาทำการของสำนักงานคริสตจักร
วันอังคาร - วันอาทิตย์
เปิดทำการ                              เวลา 09.30 น.
ปิดทำการ                               เวลา 17.00 น.

โทร. 02-318-4054-5 , 02-319-7764-5
โทรสาร 02-314-4331
*หมายเหตุ คุณพิณศิริ : 081-812-8358

Service Time : Prayer Room

วันอังคาร - วันอาทิตย์
วันอังคาร                        09.0 - 16.00 น.
วันพุธ                            18.30  - 20.30  น.

วันพฤหัส                        19.00  - 21.00  น.
วันศุกร์                           19.00  - 21.00  น.

Go to top